Monday, December 26, 2022

เทวดานพเคราะห์​ประจำวัน พระอาทิตย์​

 ตำนานของ โมระปะริต

ชาดก 500 ชาติ ตอน..มหาโมรชาดก

ตำนานของ โมระปะริต ชาดก 500 ชาติ ตอน..มหาโมรชาดก

      ครั้งเมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร  ทรงปรารภถึงภิกษุผู้ตกอยู่ในอารมณ์กระสันรูปหนึ่ง  จึงทรงตรัสพระธรรมเทศนา พระปริตรนี้ให้แก่ภิกษุนั้นฟัง มีความว่า  

       อดีตกาลเนิ่นนานมา มีพระราชาทรงพระนามว่า พรหมทัตต์  ครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เจ้าได้บังเกิดในครรภ์นางนกยูง อันอาศัยอยู่ในป่าชายแดนกรุงพาราณสี  เมื่อพระโพธิสัตว์ออกจากไข่แล้ว มีผิวพรรณและสีขนเป็นเงางาม เป็นสีทอง พร้อมประกอบด้วยลักษณะอันเลิศกว่านกทั้งปวง เมื่อเติบใหญ่เจริญวัย ก็ได้เป็นเจ้าแห่งนกยูงทั้งปวง วันหนึ่งพญานกยูงทองนั้นได้ไปดื่มในสระแห่งหนึ่ง มองเห็นเงาของตนในน้ำ จึงได้รู้ว่าตนนี้มีรูปงามยิ่งกว่านกยูงทั้งหลาย จึงคิดว่า ถ้าเราขืนอยู่รวมกับหมู่นกยูงทั้งหลาย อาจจะนำพาภัยมาถึงหมู่คณะแก่ตัวเอง เห็นทีเราจะต้องหลีกออกเสียจากหมู่ ไปหาที่อยู่ใหม่ คงจะต้องไปให้ไกลจนถึง ป่าหิมพานต์ เราจึงจะพ้นภัย 

ตำนานของ โมระปะริต ชาดก 500 ชาติ ตอน..มหาโมรชาดก

      พญายูงทองนั้นคิดเช่นนี้แล้ว จึงออกบินไปด้วยกำลัง ไม่ช้านักก็ถึงป่าหิมพานต์นั้น เสาะแสวงหาได้ถ้ำแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงชัน ณ ป่าหิมพานต์นั้น เป็นที่อยู่อาศัย เป็นชัยภูมิที่เหมาะสม และปลอดภัยจากสัตว์ร้ายทั้งหลาย ครั้นรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์จึงได้ออกจากคูหา บินไปจับบนยอดเขา หันหน้าไปสู่ทิศบูรพา (ทิศตะวันออก) แล้วเพ่งมองดวงสุริยะเมื่อยามเช้า พร้อมกับสาธยายพระปริตร ซึ่งขึ้นต้นด้วยคำว่า อุเทตยัญ จักขุมาเอกะราชา เป็นต้น เพื่อป้องกันรักษาตนในเวลากลางวัน แล้วจึงเที่ยวออกไปแสวงหาอาหาร ครั้นถึงเวลาเย็น เมื่อจะบินกลับเข้าที่อยู่ พญานกยูงทอง ก็ไม่ลืมที่จะบินขึ้นไปจับอยู่บนยอดเขา หันหน้าสู่ทิศตะวันตก แหงนมองดวงอาทิตย์ที่กำลังอัสดงลับขอบฟ้าไป แล้วสาธยายมนต์พระปริตรขึ้นว่า อะเปตะยัญจักขุมาเอกะราชาเป็นต้น เพื่อที่จะป้องกันภัย รักษาตนในเวลาตลอดราตรี แล้วจึงบินกลับเขาไป อาศัยอยู่ในถ้ำจนตลอดรุ่ง เช้าตรู่ของวันใหม่

     พญายูงทองก็ทำดังนี้ทุกวันมิได้ขาด พร้อมได้สถิตสถาพรตั้งมั่นอยู่ในความสุขสำราญตลอดมา โดยมิมีทุกข์ภัยใดๆ มากล้ำกรายได้เลย กาลต่อมา มีพรานป่าผู้หนึ่งเดินทางหลงป่ามาจนได้พบเห็น พญายูงทองที่เกาะอยู่บนยอดขุนเขานั้น แต่ก็มิได้ทำประการใด เพราะมัวแต่พะวงกับการหาทางออกจากป่า จนพรานผู้นั้นหาทางกลับมาถึงบ้านพักของตน ก็มิได้บอกเรื่องที่ได้พบเห็น พญานกยูงทองนั้นแก่ใคร จวบจนเวลาที่นายพรานผู้นั้นแก่ใกล้ตาย จึงได้บอกเรื่องพญายูงทองให้แก่บุตรของตนได้ทราบ แล้วสั่งว่าควรจะนำข่าวนี้ไปแจ้งแก่พระราชาให้ทรงทราบ สั่งแล้วก็สิ้นลมตาย 

     ต่อมาภายหลัง พระมเหสีของพระเจ้าพาราณสีทรงพระสุบินนิมิตรไปว่า ขณะที่พระนางทรงประทับอยู่ภายในพระราชอุทยาน ที่ประทับอยู่ ณ ริมสระปทุมชาติ ได้มีนกยูงสีทองบินมาจากทิศอุดร แล้วร่อนลงจับอยู่ ณ ขอนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่ง แล้วนกยูงทองนั้นก็ได้ปราศรัย แสดงธรรมให้แก่พระนางฟัง กาลต่อมา พระเทวีทรงฝันต่อไปว่า เมื่อพญายูงทองนั้นแสดงธรรมจบแล้ว นกยูงทองนั้นก็จะบินกลับ ในฝันพระนางได้ตะโกนร้องบอกแก่บริวารว่า ช่วยกันจับนกยูงที ช่วยกันจับนกยูงที พระนางตะโกนจนกระทั้งตื่นบรรทม นับแต่นั้นมา พระเทวีก็ให้อาลัยปรารถนาจักได้นกยูงทองตัวนั้นมา จึงออกอุบายแสร้งทำเป็นทรงพระประชวร ด้วยอาการแพ้พระครรภ์ แล้วทูลขอพระสวามีว่า การแพ้ท้องครั้งนี้จักหายได้ ก็ด้วยได้มีโอกาสเห็นพญายูงทอง และสดับธรรมที่พญานกยูงทองแสดง 

       พระราชาพรหมทัตต์ จึงทรงมีรับสั่งให้เกณฑ์เหล่าพรานไพรทั้งหลาย ที่อาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี และรอบอาณาเขตพระนคร เมื่อบรรดาพรานไพรมาประชุมพร้อมกันแล้ว พระราชาจึงทรงตรัสถามว่า มีใครรู้จักนกยูงสีทองบ้าง ขณะนั้นพรานหนุ่มผู้ซึ่งเคยได้รับคำบอกเล่าจากบิดาว่า ได้เคยเห็นนกยูงทอง จึงลุกขึ้นกราบบังคมทูลเนื้อความนั้นแก่พระราชา พร้อมทั้งกราบทูลแจ้งที่อยู่ของพญานกยูงทองแก่พระราชาด้วย พระราชาพรหมทัตต์ จึงทรงมีพระบัญชาว่า ดีหล่ะในเมื่อเจ้าพอจะรู้ถึงถิ่นที่อยู่ของพญายูงทอง เราก็จะตั้งให้เจ้ามีหน้าที่เป็นพรานหลวง ไปจับนกยูงทองตัวนั้นมาให้เราและพระมเหสี พรานหนุ่มก็รับพระบัญชาจากพระราชา แล้วออกเดินทางไปสู่ป่าหิมพานต์ เพื่อที่จะจับยูงทองตัวนั้นมาถวายพระราชาให้จงได้ จวบจนวันเวลาล่วงเลยไปหลายสิบปี พรานหนุ่มซึ่งบัดนี้แก่ชราลงแล้ว ก็ยังมิสามารถจับพญานกยูงทองนั้นได้ ครั้นจะกลับไปยังบ้านเมืองก็เกรงจะต้องอาญา จึงทนอยู่ในป่าหิมพานต์จนกระทั่งตาย ส่วนพระเทวี เมื่อเฝ้ารอพญายูงทองที่ส่งนายพรานไปจับ ก็ยังไม่เห็นมาจนกระทั่งตรอมพระทัยตายในที่สุด 

       พระราชาพรหมทัตต์ทรงเสียดายอาลัยรัก พระมเหสีเป็นที่ยิ่งนัก จึงทรงดำริว่า พระมเหสีของเราต้องมาตายโดยยังมิถึงวัยอันควร เหตุน่าจะมาจากพญานกยูงทองตัวนั้นเป็นแน่ บัดนี้เราก็แก่ชราลงมากแล้ว คงจะไม่มีโอกาสเห็นนายพรานคนใดจับนกยูงทองตัวนั้นได้เป็นแน่ ดีหละถ้าเช่นนั้นเราจะผูกเวรแก่นกยูงตัวนี้ ทรงดำริดังนั้นแล้ว พระราชาพรหมทัตต์มีรับสั่งให้นายช่างทอง สลักข้อความว่า หากผู้ใด ใครได้กินเนื้อของพญานกยูงทองที่อาศัยอยู่ ณ ป่าหิมพานต์ จักมีอายุยืนยาวไม่แก่ ไม่ตาย ลงในแผ่นทอง  แล้วเก็บรักษาไว้ในท้องพระคลัง 

         ต่อมาไม่นานพระราชาพรหมทัตต์ ก็ถึงกาลทิวงคตลง แผ่นทองจารึกนั้น ก็ตกถึงมือของยุวกษัตริย์องค์ต่อมา เมื่อทรงรู้ข้อความในแผ่นทองจารึกนั้นก็หลงเชื่อ มีรับสั่งให้พรานป่าออกไปตามจับพญานกยูงทองมาถวาย และแล้วพรานไพรนั้น ก็ต้องไปตายเสียในป่าอีก เหตุการณ์ได้ดำเนินไปเช่นนี้ จนสิ้นเวลาไป ๖๙๓ ปี พระราชาในราชวงศ์นี้ก็ทิวงคตไป ๖ พระองค์ แม้ว่าจะสิ้นพรานป่าไป ๖ คน พระราชาทิวงคตไป ๖ พระองค์ ก็ยังหามีผู้ใดมีความสามารถจับพญายูงทองโพธิสัตว์ได้ไม่ 

         จวบจนถึงรัชสมัยพระราชาองค์ที่ ๗ ผู้ครองกรุงพาราณสี ได้คัดสรรจัดหาพรานไพร ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นคนละเอียดรู้จักสังเกต รู้กลอุบาย นายพรานคนที่ ๗ เมื่อได้รับพระบัญชา แต่พระราชา ให้ออกไปจับนกยูงทอง ณ ป่าหิมพานต์ ก็จัดเตรียมอุปกรณ์พร้อมบ่วงบาศ เพื่อจะไปดักจับพญายูงทอง พรานนั้นใช้เวลาในการดักจับพญายูงทองสิ้นเวลาไป ๗ ปี พญายูงทองก็หาได้ติดบ่วงของนายพรานไม่ นายพรานจึงมาใคร่ครวญดูว่า เอ..ทำไมบ่วงของเราจึงไม่รูดติดข้อเท้าของพญายูงทอง แต่ก็หาคำตอบได้ไม่ พรานนั้น ก็มิได้ละความพยายาม เฝ้าสังเกตกิริยา และกิจวัตรประจำวันของพญายูงทอง จึงได้รู้ว่าทุกเช้าและทุกเย็น พญานกยูงทองจักเจริญมนต์พระปริตร โดยช่วงเช้าบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกมองพระอาทิตย์ ตอนเย็นหันหน้าไปทางทิศตะวันตกมองพระอาทิตย์ แล้วสาธยายมนต์ พรานนั้นสังเกตต่อไปว่า ในที่นี้หาได้มีนกยูงตัวอื่นอยู่ไม่ แสดงว่าพญานกยูงนี้ยังรักษาพรหมจรรย์อยู่ คงด้วยอำนาจของการรักษาพรหมจรรย์ และมนต์พระปริตร ทำให้บ่วงของเราไม่ติดเท้านกยูงทอง 

ตำนานของ โมระปะริต ชาดก 500 ชาติ ตอน..มหาโมรชาดก

      ครั้นนายพรานได้ทราบมูลเหตุดังนั้นแล้ว จึงคิดจะขจัดเครื่องคุ้มครองของพญานกยูงทองเสีย นายพรานนั้นจึงเดินทางกลับสู่บ้านของตน แล้วออกไปดักนกยูงตัวเมียที่มีลักษณะดีในป่าใกล้บ้าน ได้มาหนึ่งตัว แล้วจึงทำการฝึกหัดให้นางนกนั้น รู้จักอาณัติสัญญา เช่น ถ้านายพรานดีดนิ้วมือ นางนกยูงก็จะต้องร้องขึ้น ถ้าปรบมือนางนกยูงก็จะทำการฟ้อนรำขึ้น 

       เมื่อฝึกสอนนางนกยูงจนชำนิชำนาญดีแล้ว พรานนั้นก็พานางนกยูงเดินทางไปยังที่ที่พญานกยูงทองอาศัยอยู่ แล้วทำการวางบ่วงดักเอาไว้ ก่อนที่พญายูงทองจะเจริญมนต์พระปริตร พรานได้วางนางนกยูงลงใกล้ๆ กับที่ดักบ่วง แล้วดีดมือขึ้น นางนกยูงก็ส่งเสียงร้องด้วยสำเนียงอันไพเราะจับใจ จนได้ยินไปถึงหูของพญายูงทองโพธิสัตว์ คราที่นั้น กิเลสกามที่ระงับด้วยอำนาจของตบะ และหลบอยู่ในสันดาน ก็ได้ฟุ้งซ่านขึ้นในทันที เสียงนางยูงทองนั้นทำให้พญายูงทองโพธิสัตว์ มีจิตกระสันฟุ้งซ่านเร่าร้อนไปด้วยไฟราคะ ครอบงำเสียซึ่งตบะ ไม่สามารถมีจิตคิดจะเจริญมนต์พระปริตรสำหรับป้องกันตนได้เลย พญานกยูงทองโพธิสัตว์จึงได้ออกจากคูหา แล้วโผผินบินไปสู่ที่ที่นางนกยูงยืนส่งเสียงร้องในทันที ขณะที่มัวแต่สนใจแต่รูปโฉมของนางนกยูง พลันเท้านั้น ก็เหยียบยืนเข้าไปในบ่วงบาศของพรานที่วางดักไว้ บ่วงใดๆ ที่มิได้เคยร้อยรัดพระมหาโพธิสัตว์ยูงทอง ตลอดเวลา ๗๐๐ ปี บัดนี้พญายูงทองโพธิสัตว์ได้โดนบ่วงทั้งสองร้อยรัดสิ้นอิสระเสียแล้ว บ่วงทั้งสองนั่นก็คือ 

“บ่วงกาม” 
“บ่วงบาศ”
 

      โอ้หนอ บัดนี้ทุกข์ภัยได้บังเกิดต่อพญานกยูงทองโพธิสัตว์เสียแล้ว เป็นเพราะเผลอสติแท้ๆ เพราะนางนกยูงตัวนี้เป็นเหตุ จึงทำให้พญายูงทองมีจิตอันเร่าร้อนไปด้วยกิเลส จนต้องมาติดบ่วงของเรา การที่เรามาทำสัตว์ผู้มีศีลให้ลำบากเห็นปานนี้ เป็นการไม่สมควรเลย จำเราจะต้องปล่อยพญานกนี้ไปเสียเถิด แต่ถ้าเราจะเดินเข้าไปปล่อยพญานกยูงทองนั้น ก็จะดิ้นรนจนได้รับความลำบาก เห็นทีเราจะต้องใช้ธนูยิงสายบ่วงนั้นให้ขาด เพื่อพญานกจะได้หลุดจากบ่วงที่คล้องรัดอยู่

ตำนานของ โมระปะริต ชาดก 500 ชาติ ตอน..มหาโมรชาดก

      นายพรานคิด ครั้นนายพรานไพรผู้มีใจเป็นธรรมคิดดังนั้นแล้ว จึงจัดการนำลูกธนูมาขึ้นพาดสาย แล้วเล็งตรงไปยังเชือกบ่วงที่ผูกติดกับต้นไม้ เพื่อหมายใจจะให้เชือกขาด พญานกยูงทองโพธิสัตว์ ครั้นได้แลเห็นนายพรานโก่งคันศร ก็ตกใจกลัวว่านายพรานจะยิ่งตนตายด้วยลูกศร จึงร้องวิงวอนขอชีวิตต่อนายพรานว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านจับเราเพราะต้องการทรัพย์แล้วหละก็ ขออย่าได้ฆ่าเราเลย จงจับเราเป็นๆ เอาไปถวายพระราชาเถิด พระราชาจะปูนบำเหน็จให้ท่านอย่างงามทีเดียวหละ พรานไพร เมื่อได้ฟังนกยูงทองร้องบอกและขอชีวิตดังนั้น จึงกล่าวว่า เรามิได้มีความประสงค์จะฆ่าท่านหรอก การที่เราเล็งศรไปยังท่าน ก็เพียงเพื่อจะยิงเชือกบ่วงให้ขาด เพื่อปล่อยท่านให้เป็นอิสระ พญานกยูงทองโพธิสัตว์จึงร้องขอบใจต่อนายพราน พร้อมทั้ง แสดงอานิสงส์ของการไม่ฆ่าสัตว์ และผลของการฆ่าสัตว์ว่าจะได้รับโทษทุกข์ทัณฑกรรมนานา อีกทั้งชี้แจงให้พรานไพรได้รู้ถึงผลของบุคคลผู้มีมิจฉาทิฐิ ว่ามีโทษทำให้ตนและคนอื่นเดือดร้อน ส่วนผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมมีผลที่ให้เกิดสุขทั้งตนและคนอื่น ทั้งยังได้บอกประโยชน์ของการไม่คบคนพาล คบบัณฑิต และที่สุด

      พญานกยูงทอง ก็ชี้ให้นายพรานได้เห็นทุกข์ภัยของสัตว์นรก ว่าเกิดจากความเมาประมาทขาดสติ เมื่อสิ้นสุดธรรมโอวาท พรานนั้นก็ได้สำเร็จเป็นพระปัจเจกโพธิญาณ ส่วนพญายูงทองก็ได้พ้นจากบ่วงทั้งสอง คือ บ่วงกาม และบ่วงบาศ ที่เกิดจากเครื่องดักจับ ในขณะที่นายพรานตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ทำการประทักษิณ แก่พญานกยูงทองโพธิสัตว์ แล้วก็เหาะขึ้นไปบนอากาศ ไปสถิตอยู่ ณ คูหาบน ยอดเขานันทมูลคีรี 

 ั

Friday, January 28, 2022

ໜ້າທີ່ຂອງມະນຸດ

ມະນຸດທຸກຄົນເມື່ອເກີດມາໃນໂລກນີ້ ຕ້ອງໄດ້ຮັບຄວາມໝາຍໜ້າທີ່ໃຫ້ເຮັດໄປຄົນລະຢ່າງລະແນວ ເຖິງເຮົາຈະບໍ່ຍິນດີຮັບກໍຫຼີກໜີຈາກທຳມະຊາດບໍ່ພົ້ນ ເພາະທຳມະຊາດເປັນຜູ່ມອບໜ້າທີ່ໃຫ້ທຸກໆຄົນ ເບື້ອງຕົ້ນທຳມະຊາດໄດ້ມອບໜ້າທີ່ຄວາມເປັນລູກເຂົ້າໃຫ້ ລຳດັບຕໍ່ໄປ ກໍມອບໜ້າທີ່ຄວາມເປັນຜົວ ເປັນພໍ່ ແລະເປັນເມຍ ເປັນແມ່ເຂົ້າໃຫ້ ຕະຫຼອດຈົນມອບຄວາມເປັນປູ່ ເປັນຍ່າໃຫ້ອີກ ແມ່ນບໍ່ຢາກເອົາ ບໍ່ຢາກເປັນ ກໍຈຳເປັນຕ້ອງເອົາຕ້ອງເປັນ ທຸກຄົນຈະຫຼີກໜີບໍ່ພົ້ນ ຖ້າຄົນໃດໄດ້ໜ້າທີ່ໃດ ກໍສະແດງໜ້າທີ່ນັ້ນໃຫ້ດີທີ່ສຸດ ໃນທີ່ນີ້ ຈະກ່າວແຕ່ໜ້າທີ່ທີ່ສຳຄັນຂອງມະນຸດສັ້ນໆມີຢູ່ 4 ຢ່າງຄື:

1. ໜ້າທີ່ຂອງພໍ່ເຮືອນ

2. ໜ້າທີ່ຂອງແມ່ເຮືອນ

3. ໜ້າທີ່ຂອງລູກ

4. ໜ້າທີ່ຂອງຜູ່ຄອຍຮັບໃຊ້


ໜ້າທີ່ຂອງພໍ່ເຮືອນ

ບໍ່ວ່າໃນຄອບຄົວໃດ ພໍ່ເຮືອນຈະຕ້ອງມີຄວາມສຳຄັນຫຼາຍ ຖ້າຈະອຸປະມາ ກໍເໝືອນຊ້າງຕີນໜ້າ ແມ່ເຮືອນເໝືອນຊ້າງຕີນຫຼັງ ພໍ່ເຮືອນຖ້າປຽບອີກຢ່າງໜຶ່ງກໍຄືຄົນຫົວແຖວ ຈະຕ້ອງຖືຫົວແຖວເປັນສຳຄັນ ຫົວແຖວພາຍ່າງໄປທາງໃດ ປາຍແຖວມນຈະຍ່າງໄປທາງນັ້ນ ເຫດນັ້ນ ພໍ່ເຮືອນຈຶ່ງນັບວ່າເປັນຜູ່ສຳຄັນທີ່ສຸດໃນຄອບຄົວ ພຣະສຳມາສຳພຸດທະເຈົ້າ ກໍຊົງຕັດໜ້າທີ່ຂອງພໍ່ເຮືອນ ທີ່ຈະຕ້ອງປະຕິບັດຕໍ່ແມ່ເຮືອນໄວ້ດັ່ງນີ້:

1. ຍົກຍ້ອງນັບຖືວ່າເປັນເມຍ

2. ບໍ່ດູໝິ່ນຢຽບຫຍາມເມຍ

3. ບໍ່ປະພຶດນອກໃຈເມຍ

4. ມອບຄວາມເປັນໃຫຍ່ໃຫ້

5. ໃຫ້ເຄື່ອງແຕ່ງຕົວ

ກົດໝາຍຂອງເມືອງລາວເຮົາເຮັດຖືກຕ້ອງດີຫຼາຍໃນເລື່ອງນີ້ ເພາະໄດ້ບັນຍັດໃຫ້ຄູ່ບ່າວສາວ ແຕ່ງດອງເອົາກັນເປັນຫຼັກຖານ ເພື່ອຈະໃຫ້ເປັນຜົວເມຍທີ່ຖືກຕ້ອງ ພຣະຜູ່ມີພຣະພາກເຈົ້າ ເປັນນັກຈິດຕະວິທະຍາສູງຫຼາຍ ເພາະພຣະອົງຊົງເຫັນວ່າ ຂື້ນຊື່ວ່າມະນຸດປຸຖຸຊົນຄົນທຳມະດາ ບໍ່ວ່າຊາດໃດ ພາສາໃດ ບໍ່ມັກຍົກຍ້ອງນັບຖືເປັນອັນບໍ່ມີ.

ດ້ວຍເຫດນີ້ເອງ ພຣະອົງຈຶ່ງຊົງສອນໃຫ້ຜົວຍົກຍ້ອງນັບຖືເມຍ ເພື່ອໃຫ້ຮັກສາໄວ້ເຊິ່ງນ້ຳໃຈຂອງກັນແລະກັນ ນີ້ເປັນໜ້າທີ່ຂອງຜົວທີ່ຈະຕ້ອງປະຕິບັດຕໍ່ເມຍຂອງຕົນ.

ໃນຂໍ້ທີສອງນີ້ ມີໄນຍະຄ້າຍຄືກັບຂໍ້ໜຶ່ງ ເມື່ອຍົກຍ້ອງນັບຖືແລ້ວ ບໍ່ຕ້ອງດູໝິ່ນດ້ວຍ ຖ້າຜົວດູໝິ່ນເມຍຂອງຕົນເອງ ໃຫ້ຜູ່ອື່ນຟັງ ຜູ່ອື່ນຈະບໍ່ດູໝິ່ນເມຍຂອງຕົນເອງຊ້ຳອີກແມ່ນບໍ່ມີ ດ້ວຍເຫດນີ້ ພຣະຜູ່ມີພຣະພາກເຈົ້າຈຶ່ງບໍ່ປະສົງໃຫ້ຜົວດູໝິ່ນເມຍຂອງຕົນ ພຣະອົງສອນໃຫ້ຜົວຍົກຍ້ອງເຊີດຊູເມຍຂອງຕົນເອງ ເພື່ອໃຫ້ກຳລັງໃຈໃນການທີ່ຈະທຳຄຸນງາມຄວາມດີຕໍ່ໄປ.

ໃນຂໍ້ທີສາມ ຄົນລາວເຮົາມັກຈະເປັນໂລກຫົວໃຈນີ້ ເປັນຈຳນວນຫຼາຍ ພຣະຜູ່ມີພຣະພາກຊົງເລັງເຫັນກົດໃນດ້ານຈິດໃຈຂອງມະນຸດດີຈຶ່ງໄດ້ຊົງສັ່ງສອນໄວ້ໃນເລື່ອງນີ້ ເປັນຄວາມຈິງທີ່ສຸດທີ່ວ່າ ບໍ່ວ່າຄົນໃດກໍຕາມ ຖ້າເຮົາໄດ້ປັກໃຈຮັກວ່າເປັນຂອງເຮົາແລ້ວ ເຮົາຈະຕ້ອງຮັກທີ່ສຸດ ເມື່ອຜົວນອກໃຈເມຍຂອງຕົນແລ້ວ ບໍ່ຕ້ອງເວົ້າເລີຍວ່າຜົວຈະທຳຜິດໜ້າທີ່ຂອງຕົນພຽງໃດ ແລະທັງຊື່ວ່າເປັນຜູ່ກະທຳຄວາມຊ້ຳໃຈໃຫ້ແກ່ເມຍຂອງຕົນຫຼາຍທີ່ສຸດ ຈະຫາອັນໃດໃນໂລກມາປຽບໄດ້ຍາກ ຄອບຄົວນັ້ນ ແນ່ນອນຈະມີຄວາມຫຼົ້ມຈົມໄປເລື້ອຍໆ ເພາະຫົວໃຈຂອງພໍ່ເຮືອນແບ່ງເປັນສອງສ່ວນແລ້ວ ຂາດຫຼັກສິນທັມ ແລະຜິດໜ້າທີ່ຂອງຜົວຢ່າງຫຼວງຫຼາຍ ເປັນເຄື່ອງບອກເຖິງລາງອັນຮ້າຍວ່າ ຈະບໍ່ຈະເລີນກ້າວໜ້າ ຄົງຈະມີການຜິດຂ້ອງຕ້ອງຖຽງກັນ ແລະການດ່າວ່າກັນເປັນນິດ ຈະບໍ່ມີຄວາມສະຫງົບໃນຄອບຄົວນັ້ນເລີຍ.

ໃນຂໍ້ທີສີ່ ມີຄວາມໝາຍເປັນໄປໃນທາງຈິດຕະວິທະຍາວ່າ ພາຍໃນຈິດໃຈຂອງມະນຸດ ມີຄວາມນຶກຄິດທີ່ເລິກເຊິ່ງຢູ່ຢ່າງໜຶ່ງ ຄືຄວາມຄິດວ່າ ຕົນມີຄວາມສຳຄັນຢູ່ສະເໝີ ບໍ່ວ່າໃຜທັງໝົດ ຖ້າມີໃຜຍົກຍ້ອງໃຫ້ເປັນຄົນສຳຄັນໃນເລື່ອງໃດ ເລື່ອງໜຶ່ງ ຈະຕ້ອງດີອົກດີໃຈຢູ່ສະເໝີ ສົມມຸດວ່າ ມີວຽກຢູ່ຫຼາຍພະແນກທີ່ຈະຕ້ອງເຮັດ ເຮົາຢາກໃຫ້ວຽກສຳເລັດໄປດ້ວຍດີ ເຮົາໄປເລັ່ງ ໄປຕິ ຫຼືດ່າວ່າແນວນັ້ນແນວນີ້ ຈະຕ້ອງແນ່ນອນເລີຍວ່າ ຄົນງານທັງຫຼາຍຈະບໍ່ພໍໃຈເຮັດວຽກ ເພາະຄົນເຮົາບໍ່ມັກການດ່າວ່າຕິຕຽນ ຖ້າຫັນມາໃຊ້ຫຼັກຈິດຕະວິທະຍາເບິ່ງ ຄືຍົກຍ້ອງໃຫ້ເຂົາແຕ່ລະຄົນເປັນຄົນສຳຄັນໃນພະແນກທີ່ເຂົາເຮັດວຽກຢູ່ ເຊື່ອແນ່ວ່າ ການງານຈະຕ້ອງໄດ້ຜົນເກີດນຄາດ.

ພຣະພຸດທະເຈົ້າ ຈຶ່ງໄດ້ຕັດສອນໜ້າທີ່ຂອງຜົວໄວ້ວ່າ ໃຫ້ຜົວຍົກຄວາມເປັນໃຫຍ່ບາງສິ່ງບາງຢ່າງໃນຄອບຄົວໃຫ້ເມຍໄດ້ເປັນຜູ່ມີຄວາມສຳຄັນອີກຜູ່ໜຶ່ງ ໃນຖານະທີ່ໄດ້ເປັນສະມາຊິກໃນຄອບຄົວດຽວກັນ.

ໃນຂໍ້ສຸດທ້າຍມີຄວາມໝາຍວ່າ ໜ້າທີ່ຂອງຜົວຈະຕ້ອງສອດສ່ອງມອງດູ ເຖິງການແຕ່ງເນື້ອແຕ່ງຕົວຂອງເມຍ ເພາະການແຕ່ງເນື້ອແຕ່ງຕົວສັງຄົມປັດຈຸບັນນີ້ ນັບຖືກັນຫຼາຍ ທຸກຄົນກໍຄົງຮູ້ດີຢູ່ແລ້ວວ່າ ຜູ່ຍິງທຸກຄົນມີນິໄສມັກສະອາດ ແລະມັກແຕ່ງຕົວສວຍໆງາມໆ ພໍ່ເຮືອນທີ່ດີກໍຄວນສະໜອງຄວາມຕ້ອງການອັນນີ້ໃຫ້ພໍເໝາະພໍຄວນ ແຕ່ບໍ່ໃຫ້ເກີນຂອບເຂດ ຈົນເຖິງກັບເຂົ້າໃນພາສິດບູຮານວ່າ " ຜົວຮັກເມຍ ມັກຈະຕາມໃຈເມຍທຸກຢ່າງຈົນເມຍເສຍຄົນ ແຕ່ເມຍຮັກຜົວມັກຈະໜ່ວງໜ່ຽວໄວ້ບໍ່ໃຫ້ທຳຄວາມຊົ່ວຕ່າງໆ" ໝາຍຄວາມວ່າການແຕ່ງຕົວນັ້ນໃຫ້ທຳຕາມສົມຄວນແກ່ຖານະຂອງຕົວ ຢ່າເອົາຖານະຂອງຕົນໄປວັດແທກກັບຖານະຂອງຄົນອື່ນ ທີ່ມີຖານະສູງກວ່າຂອງເຮົາ ຖ້າທຳເກີນສ່ວນກໍຈະເປັນເຫດໃຫ້ຄອບຄົວເດືອດຮ້ອນ.

ເພາະສະນັ້ນ ພຣະພຸດທະອົງຈຶ່ງໃຫ້ພໍ່ເຮືອນທຳໜ້າທີ່ຂອງຕົນໃນເລື່ອງນີ້ໃຫ້ດີທີ່ສຸດ ເທົ່າທີ່ຈະດີໄດ້ ຖ້າຄອບຄົວໄດ້ປະຕິບັດຕາມໜ້າທີ່ທີ່ໄດ້ກ່າວມາແລ້ວນັ້ນ ຄອບຄົວນັ້ນ ຈະໄດ້ຮັບຄວາມສຸກຈະເລີນເປັນຢ່າງຍິ່ງ.

#ໜ້າທີ່ຂອງແມ່ເຮືອນ

ຜູ່ເປັນແມ່ເຮືອນ ກໍນັບວ່າເປັນສະມາຊິກທີ່ສຳຄັນອີກຜູ່ນຶ່ງໃນຄອບຄົວນຶ່ງໆ ໝາຍຄວາມວ່າ ຄອບຄົວຈະມີຄວາມສັນຕິສຸກຫຼືບໍ່ ບັນຫາສຳຄັນຢູ່ທີ່ແມ່ເຮືອນອີກຈຸດນຶ່ງ ດັ່ງມີເລື່ອງເລົ່າກັນວ່າ ສະໄໝກ່ອນ ຖ້າລູກຊາຍຂອງຜູ່ໃດ ຈະກິນດອງກັບຄົນໃດ ພໍ່ແມ່ຂອງຝ່າຍຊາຍຈະຕ້ອງຄອຍສັງເກດສິ້ງຊອມເບິ່ງຄວາມປະພຶດ ຫຼືການດຳເນີນຊີວິດປະຈຳວັນຂອງພໍ່ແມ່ຝ່າຍຍິງຢ່າງລະອຽດວ່າ ຄວາມປະພຶດຂອງພໍ່ແມ່ຝ່າຍຍິງຈະເປັນໄປຢ່າງໃດ ເປັນຄົນມີສິນທັມບໍ່? ທີ່ເຮັດແນວນີ້ເພາະເພິ່ນທີ່ພາສິດທີ່ວ່າ " ໝາກໄມ້ຫຼົ່ນບໍ່ໄກກົກ " ໃນທຳນອງດຽວກັນ ພໍ່ແມ່ມີຄວາມປະພຶດປະຕິບັດ ແລະມີນິໄສໃຈຄໍເປັນຢ່າງໃດ ລູກກໍຈະມີນິໄສໃຈຄໍເປັນຢ່າງນັ້ນ ຂໍ້ນີ້ ນັກຈິດຕະວິທະຍາຮຽກວ່າ " ກຳມະພັນ " ແຕ່ສະໄໝເຮົາທຸກວັນນີ້ ເລື່ອງທີ່ກ່າວມານີ້ ຮູ້ສຶກວ່າລ້າສະໄໝເສຍແລ້ວ ຄົນສະໄໝໃໝ່ບໍ່ຖືວ່າ ເລື່ອງນີ້ ເປັນເລື່ອງສຳຄັນ ເອົາແຕ່ຄວາມພໍໃຈຂອງຕົນເປັນທີ່ຕັ້ງ.

ເອົາລະເຮົາມາກ່າວເຖິງບັນຫາວ່າ ແມ່ບ້ານຄວນຈະປະພຶດຢ່າງໃດ ຄອບຄົວຂອງຕົນຈຶ່ງຈະມີສັນຕິສຸກຢ່າງແທ້ຈິງ ສະໄໝນຶ່ງ ພຣະສຳມາສຳພຸດທະເຈົ້າຂອງເຮົາ ປະທັບຢູ່ ເຊຕະວັນ ຊຶ່ງບໍ່ໄກຈາກນະຄອນພັດທິຍະ ມີເສດຖີຜູ່ນຶ່ງຊື່ວ່າ ອຸຄະຫະ ເປັນຫຼານຂອງເມັນທະກະເສດຖີ ໄດ້ທູນອາຣາທະນານິມົນຕໍ່ພຣະພຸດທະເຈົ້າ ໃຫ້ໄປສັນພັດຕາຫານ ທີ່ເຮືອນຂອງຕົນ ພ້ອມດ້ວຍພຣະສົງ 4 ອົງ ຄັນເມື່ອພຣະພຸດທະເຈົ້າຊົງສະເຫວີຍພຣະກະຍາຫານເປັນທີ່ຮຽບຮ້ອຍແລ້ວ ເຂົາກໍໄດ້ຂາບທູນວ່າ ຂ້າແຕ່ພຣະອົງຜູ່ຈະເລີນ ພວກເດັກນ້ອຍຂອງຂ້າພະເຈົ້າເຫຼົ່ານີ້ ຕໍ່ໄປບໍ່ຊ້າບໍ່ນານ ກໍຈັກໄປສູ່ຕະກູນຜົວ ຂໍພຣະອົງຈົ່ງໄດ້ຕັດເທສະໜາ ເຖິງກິດອັນໃດອັນນຶ່ງ ເຊິ່ງຈະເປັນປະໂຫຍດແກ່ເດັກເຫຼົ່ານີ້ ແລະເພື່ອສັນຕິສຸກໃນພາຍພາກໜ້າ ແກ່ພວກເຂົາເຫຼົ່ານີ້ດ້ວຍເທີ້ນ.

ເມື່ອພຣະພຸດທະອົງໄດ້ສະດັບດັ່ງນັ້ນແລ້ວ ຈຶ່ງໄດ້ຕັດເທສະໜາແກ່ພວກເດັກຍິງເຫຼົ່ານັ້ນວ່າ : ດູລາກຸມາຣິກາທັງຫຼາຍ ພວກເຈົ້າຄວນຈະສຳນຶກໃນໃຈສະເໝີວ່າ ບິດາມານດາ ເປັນຜູ່ຫວັງປະໂຫຍດເກື້ອກູນ ມີຄວາມອີດູກູນາຕໍ່ລູກທຸກໆຄົນ ເພາະອາໄສຄວາມກະລຸນາເອັນດູອັນນີ້ເອງ ທ່ານຈຶ່ງຍົກເຮົາໃຫ້ແກ່ສາມີ(ຜົວ)ຄົນໃດຄົນນຶ່ງ.

ດັ່ງນັ້ນ ເຮົາຈະຕ້ອງຕື່ນແຕ່ເດິກລຸກແຕ່ເຊົ້າກ່ອນເຂົາ ແລະນອນນຳຫຼັງເຂົາ ຖ້ອຍຄຳອັນໃດເປັນທີ່ມ່ວນຫູ ເປັນຕາຮັກແພງ ເປັນທີ່ຊອບໃຈຂອງຄົນທັງຫຼາຍ ພວກເຈົ້າຈົ່ງກ່າວຖ້ອຍຄຳອັນນັ້ນເນີ ພວກເຈົ້າເພິ່ງສຶກສາດັ່ງນີ້ ຂໍ້ນຶ່ງ ອີກຢ່າງນຶ່ງ ຄົນເຫຼົ່າໃດ ເປັນທີ່ເຄົາລົບຂອງຜົວ ຄືບິດາມານດາ ສະມະນະພາມ ຄູບາອາຈານ ເຈົ້າຈົ່ງເຄົາລົບ ສັກກາຣະນັບຖື ຕ້ອນຮັບດ້ວຍເຂົ້າ ນ້ຳໂພຊະນະອາຫານແກ່ຄົນເຫຼົ່ານັ້ນ ດ້ວຍຄວາມຈິງໃຈ ກຸມາຣິກາທັງຫຼາຍ ພວກເຈົ້າເພິ່ງສຶກສາຢ່າງນີ້ອີກຂໍ້ນຶ່ງ

ພວກເຈົ້າເພິ່ງສຶກສາຢ່າງນີ້ວ່າ ການງານເຫຼົ່າໃດໃນເຮືອນຂອງຜົວເຊັ່ນ ການຊັກຟອກ ການຍ້ອມ ແລະການເຂັນຝ້າຍຢ່າງໃດຢ່າງນຶ່ງ ເຮົາຈັກໃຊ້ຄວາມພິນິດພິຈາລະນາ ຫາອຸບາຍທີ່ຈະທຳກິດຈະການນັ້ນ ໃຫ້ສຳເລັດລຸລ່ວງໄປໂດຍເຮວພະລັນ ກຸມາຣິກາທັງຫຼາຍ ພວກເຈົ້າເພິ່ງສຶກສາຢ່າງນີ້ຂໍ້ນຶ່ງ.

ອີກຢ່າງນຶ່ງ ພວກເຈົ້າເພິ່ງສຶກສາຢ່າງນີ້ວ່າ ຄົນເຫຼົ່າໃດ ເຫຼົ່ານຶ່ງທີ່ຢູ່ໃນເຮືອນ ຈະເປັນພວກຜູ່ຄອຍຮັບໃຊ້ ຫຼືກຳມະກອນກໍຕາມ ເຮົາຈັກຮູ້ສິ່ງທີ່ເຮັດແລ້ວວ່າ ໄດ້ເຮັດແລ້ວ ແລະສິ່ງໃດເຂົາຍັງບໍ່ທັນໄດ້ເຮັດ ແລະຮູ້ເຖິງການປ່ວຍໄຂ້ຂອງເຂົາວ່າ ມີອາການຢ່າງໃດ ໜັກຫຼືເບົາ ຄວນຮັກສາພະຍາບານໃຫ້ເຂົາໄດ້ຮັບຄວາມສຸກ ແບ່ງປັນຂອງກິນຂອງໃຊ້ໃຫ້ແກ່ຍາດມິດ ແລະໝູ່ບໍລິວານຕາມສົມຄວນ ກຸມາຣິກາທັງຫຼາຍ ພວກເຈົ້າທັງຫຼາຍເພິ່ງສຶກສາຂໍ້ນີ້ອີກຢ່າງນຶ່ງ.

ອີກຢ່າງນຶ່ງ ພວກເຈົ້າເພິ່ງສຶກສາຢ່າງນີ້ວ່າ ຖ້າຜົວເປັນຜູ່ທຳມາຫາລ້ຽງຊີບແລ້ວ ໄດ້ນຳເອົາຊັບສົມບັດຢ່າງໃດຢ່າງນຶ່ງມາມອບໃຫ້ ເປັນຕົ້ນວ່າ ເງິນຄຳຂອງໃຊ້ ເຮົາຈັກພະຍາຍາມຮັກສາຊັບສົມບັດອັນນັ້ນ ດ້ວຍດີ ເມື່ອເກັບຮັກສາໄວ້ເຊັ່ນນັ້ນແລ້ວ ບໍ່ໄດ້ໃຊ້ຈ່າຍຟູມເຟືອຍນັກ ບໍ່ໃຫ້ລ້າງຜານຊັບສົມບັດທີ່ຜົວຫາມາໄດ້ນັ້ນ ບໍ່ໃຫ້ຈິບຫາຍວາຍວອດໄປໂດຍບໍ່ມີເຫດຈຳເປັນ ກຸມາຣິກາທັງຫຼາຍເຮີຍ ພວກເຈົ້າເພິ່ງສຶກສາພິຈາລະນາຢ່າງນີ້ອີກຂໍ້ນຶ່ງ.

ເທົ່າທີ່ອາຕະມາ ໄດ້ຍົກເອົາໂອວາດ ທີ່ພຣະພຸດທະອົງສອນແກ່ເດັກນ້ອຍຍິງທັງຫຼາຍ ມາກ່າວໄວ້ໃນທີ່ນີ້ ຍືດຍາວກໍເພື່ອຈະຊີ້ໃຫ້ທ່ານຜູ່ອ່ານຊາວວ່າ ມິກິດ ແລະວຽກອັນໃດແດ່? ທີ່ຜູ່ເປັນເມັຍຈະເພິ່ງກະທຳໃນເລື່ອງນັ້ນ ພຣະອົງໄດ້ຊົງເຄີຍຕັດສອນມາແລ້ວ ເພື່ອຈະໂຮມເອົາເນື້ອຄວາມຂອງໂອວາດທີ່ກ່າວມາແລ້ວຂ້າງຕົ້ນນັ້ນ ໃຫ້ເຫຼືອພຽງສັ້ນໆ ກໍຄົງມີພຽງ 5 ປະການຄື:

1. ຈັດການງານດີ

2. ສົງເຄາະຄົນຂ້າງຄຽງຂອງຜົວດີ

3. ບໍ່ປະພຶດລ່ວງນອກໃຈຜົວ

4. ຮັກສາຊັບທີ່ຜົວຫາມາໄດ້

5. ເປັນຄົນຂະຫຍັນບໍ່ກຽດຄ້ານໃນກິດທັງປວງ

ອີກປະການນຶ່ງ ຍັງມີໂອວາດຂອງທ່ານທະນົນໄຊເສດຖີ ກ່າວສອນນາງວິສາຂາ 10 ຂໍ້ ແຕ່ລະຂໍ້ນັບວ່າເປັນປະໂຫຍດຢ່າງຫຼວງຫຼາຍ ແຕ່ໃນທີ່ນີ້ ອາຕະມາຈະນຳມາສະແດງພຽງສັ້ນໆຈັກ 5 ຂໍ້ຄື:

1. ຍິງຜູ່ທີ່ຢູ່ໃນຕະກູນພໍ່ຜົວແມ່ຜົວ ແລະສາມີ ບໍ່ຄວນນຳໄຟພາຍໃນອອກໄປພາຍນອກ.

2. ບໍ່ຄວນເອົາໄຟພາຍນອກເຂົ້າມາພາຍໃນ

3. ບໍ່ເພິ່ງໃຫ້ແກ່ຄົນທີ່ບໍ່ຄວນໃຫ້

4. ເພິ່ງໃຫ້ແກ່ຄົນທີ່ຄວນໃຫ້


ອະທິບາຍ

ໃນໂອວາດຂໍ້ທີນຶ່ງ " ບໍ່ຄວນນຳໄຟພາຍໃນອອກໄປພາຍນອກ " ຂໍ້ນີ້ທ່ານເສດຖີໝາຍເຖິງວ່າ ທຳມະດາຍິງທີ່ຢູ່ໃນຕະກູນຜົວ ບໍ່ຄວນເປັນຄົນປາກບອນ ຄືປາກບໍ່ເປັນສຸກ ເມື່ອໄດ້ເຫັນໂທດ ຫຼືຄວາມຜິດເລັກໆນ້ອຍໆ ຂອງພໍ່ຜົວ ຫຼືແມ່ຜົວ ຫຼືສາມີ ບໍ່ຄວນນຳໄປເວົ້ານອກບ້ານ ຄວນປົກປິດໄວ້ເປັນຄວາມລັບ ໂທດໃນເລື່ອງນີ້ເກີດຂື້ນແລ້ວ ຮ້າຍແຮງປຽບເໝືອນໄຟ ດ້ວຍເຫດນີ້ ເສດຖີຈຶ່ງໄດ້ກ່າວວ່າ : " ບໍ່ຄວນນຳໄຟພາຍໃນອອກໄປພາຍນອກ ".

ໂອວາດຂໍ້ສອງວ່າ : " ຢ່ານຳໄຟພາຍນອກເຂົ້າມາພາຍໃນ "ຂໍ້ນີ້ມີຄວາມໝາຍເໝືອນກັບຂໍ້ຕົ້ນ ຜິດກັນແຕ່ເນື້ອຄວາມກົງກັນຂ້າມກັນເທົ່ານັ້ນ ຄຳວ່າ " ພາຍນອກ "ນັ້ນມີຄວາມໝາຍວ່າ ຖ້າຄົນໃນບ້ານໃກ້ເຮືອນຄຽງກ່າວໂທດ ຫຼື ນິນທາ ພໍ່ຜົວ ແມ່ຜົວ ແລະສາມີຂອງຕົນແລ້ວ ຢ່ານຳເລື່ອງນັ້ນໄປເວົ້າອີກວ່າ ຜູ່ນັ້ນໄດ້ກ່າວໂທດຕິຕຽນພວກເຈົ້າທັງຫຼາຍ, ຖ້າເມຍຄົນໃດປະພຶດຊົ່ວເຊັ່ນນີ້ ເມຍຜູ່ນັ້ນຊື່ວ່າ ນຳອະສໍຣະພິດຄວາມເສຍຫາຍເຂົ້າບ້ານເຮືອນ ຢ່າງນີ້ບໍ່ມີບັນຫາເລີຍ ທາງທີ່ດີຄວນນິ້ງເສີຍບໍ່ຍອມເວົ້າ ຄືຫັດເປັນຄົນປາກຊ້າ ຕາໄວຈັກໜ່ອຍ ແຕ່ຄົນສ່ວນມາກບໍ່ເປັນຢ່າງນັ້ນ ເມື່ອໄດ້ຟັງໄດ້ຮູ້ຢ່າງໃດມາ ຄັນປາກເຫຼືອເກີນຢາກຈະເວົ້າໃຫ້ຜູ່ອື່ນຟັງສະເໝີ ເມື່ອໄດ້ລະບາຍອອກແລ້ວ ຮູ້ສຶກວ່າມັນສົດຊື່ນຈິດໃຈເຫຼືອເກີນ ເປັນລັກສະນະຂອງຄົນທົ່ວໆໄປ ຄົນປາກບອນ.

ໂອວາດຂໍ້ທີສາມວ່າ : " ເພິງໃຫ້ແກ່ຄົນທີ່ຄວນໃຫ້ "ຂໍ້ນີ້ ທ່ານເສດຖີກ່າວຢ່າງນີ້ ທ່ານໝາຍຄວາມວ່າ ວັດຖຸ ຫຼື ຊັບສົມບັດອັນໃດທີ່ມີຢູ່ໃນເຮືອນແຫ່ງຕະກູນຜົວ ເມື່ອມີຜູ່ໃດມາຢືມແລ້ວ ເຂົາຜູ່ນັ້ນໄດ້ນຳເອົາສິ່ງນັ້ນມາສົ່ງຄືນ ພາຍຫຼັງເຂົາມາຢືມອີກ ເຮົາຄວນຈະໃຫ້ເພື່ອສົງເຄາະຄົນປະເພດນີ້.

ໂອວາດຂໍ້ທີສີ່ວ່າ : " ບໍ່ເພິ່ງໃຫ້ແກ່ຄົນທີ່ບໍ່ຄວນໃຫ້ " ຂໍ້ນີ້ທ່ານເສດຖີໝາຍເຖິງວ່າ ທຳມະດາຄົນຜູ່ເປັນແມ່ບ້ານຈະຕ້ອງຮັບຜິດຊອບ ໃນຊັບສົມບັດທຸກຢ່າງທີ່ມີຢູ່ໃນຄອບຄົວຂອງຕົນ ເມື່ອມີຜູ່ໃດມາຢືມໄປແລ້ວ ເຂົາຜູ່ນັ້ນບໍ່ສົ່ງຄືນເສີຍເມີຍເສຍ ຈົ່ງຢ່າໄດ້ໃຫ້ແກ່ຄົນປະເພດນັ້ນອີກເປັນອັນຂາດ.

ເພາະເຫດຜົນທີ່ຈະຮັບ ກໍຄືຄວາມຈິບຫາຍໄປແຫ່ງວັດຖຸສິ່ງຂອງ ທີ່ມີຢູ່ໃນຄອບຄົວຂອງເຮົາ ຄົນປະເພດນີ້ສະແດງໃຫ້ເຫັນວ່າ ເປັນຄົນບໍ່ຮູ້ຈັກຄຸນຂອງໃຜ ສິ່ງທີ່ເຂົາຮູ້ດີທີ່ສຸດ ກໍຄືຈັກເອົາສິ່ງຂອງໆຄົນອື່ນທ່າດຽວ.

ໂອວາດຂໍ້ທີຫ້າ ທ່ານເສດຖີກ່າວວ່າ : "ເພິ່ງໃຫ້ແກ່ຄົນທັງທີ່ໃຫ້ທັງ ທັງທີ່ບໍ່ໃຫ້ "ໂອວາດຂໍ້ນີ້ສອນວ່າ ເມື່ອຍາດມິດຜູ່ໃດຕົກທຸກໄດ້ຍາກ ຂໍຄວາມຊ່ວຍເຫຼືອ ດ້ວຍການຢືມວັດຖຸ ຫຼື ຊັບສົມບັດແມ່ນເຂົາຈະໃຫ້ຄືນ ຫຼື ບໍ່ໃຫ້ຄືນ ກໍບໍ່ເພິ່ງຫວັງຕອບແທນ ຄວນໃຫ້ແກ່ຄົນປະເພດນີ້.

ໂອວາດທັງໝົດຂອງທ່ານທະນົນໄຊບັນດິດເສດຖີນີ້ ມີເນື້ອຄວາມຊັດເຈນດີຢູ່ແລ້ວວ່າ ລັກສະນະເຊັ່ນໃດ ແລະບໍ່ຄວນໃຫ້ ຫວັງວ່າຄົງຈະເປັນປະໂຫຍດແກ່ທ່ານຜູ່ອ່ານບໍ່ໜ້ອຍ ຈຶ່ງໄດ້ນຳສະເໜີໄວ້ໃນທີ່ນີ້.

ອາຕະມາເຫັນວ່າ ພັນລະຍາທີ່ດີ ຄວນເອົາຊະນະສະມີ ດ້ວຍການບໍ່ເຮັດຄວາມຊົ່ວຕອບສະເໝີ ລາງຄົນຜົວມັກຫຼິ້ນການພະນັນ ແຕ່ເມຍແກ້ແຄ້ນດ້ວຍການຫຼິ້ນໄພ້ ດັ່ງນີ້ເປັນຕົ້ນ ທີ່ເຮັດດັ່ງນີ້ເພາະຄວາມເຂົ້າໃຈຜິດນັ້ນເອງ.

ການກະທຳຕອບໃນທາງທີ່ຊົ່ວເຊັ່ນນີ້ ບໍ່ເປັນທາງກໍ່ໃຫ້ເກີດຄວາມສຸກເລີຍທາງທີ່ຖືກຕ້ອງແລ້ວ ຄວນຈະດຳເນີນຕາມຫຼັກທັມຂອງພຣະພຸດທະເຈົ້າ ພຣະອົງສອນໃຫ້ຄົນແຄ້ນຄົນບໍ່ດີ ດ້ວຍການທຳຄວາມດີຕອບ ຂໍ້ນີ້ໄດ້ກຳໄລຢ່າງແນ່ນອນ ເມື່ອຜົວເຫັນເມຍທຳຄວາມດີ ທຸກເຊົ້າທຸກແລງ ອາຕະມາຮັບຮອງວ່າ ວັນນຶ່ງເຂົາຈະຕ້ອງສະຫຼົດໃຈ ຫຼື ປ່ຽນຈິດໃຈຂອງຕົນເອງ ຫັນມາທຳຄວາມດີ ເໝືອນດັ່ງເມຍຢ່າງແນ່ນອນ ແລ້ວກໍຈະເປັນພໍ່ເຮືອນທີ່ດີຂອງແມ່ເຮືອນ ຕະຫຼອດໄປ.

ເມື່ອໂຮມເອົາເນື້ອຄວາມສັ້ນໆວ່າ ພໍ່ເຮືອນມີຄວາມປະພຶດບໍ່ດີ ເລື່ອງສຳຄັນຢູ່ທີ່ແມ່ເຮືອນ ຈະຕ້ອງແກ້ໄຂດ້ວຍວິທີທຳຄວາມດີຕອບ ຈົ່ງຢ່າເອົາຄວາມຊົ່ວໄປແກ້ໄຂເດັດຂາດ ເພາະນັ້ນ ຄືການສະແດງເຖິງຜົນແຫ່ງການຂາດທຶນຢ່າງແນ່ນອນ.

ໂດຍ: ພຣະອາຈານມະຫາ ປານ ອານັນໂທ



Sunday, January 9, 2022

ບົດຄວາມທາງພຸດທະສາສະໜາ “ໜີ້ໃນພຣະໄຕຣປີດົກ”



ບົດຄວາມທາງພຸດທະສາສະໜາ ໜີ້ໃນພຣະໄຕຣປີດົກ

ໜີ້ ຕາມທັດສະນະທາງພຣະພຸທທະສາສະໜາ ຄວາມເບື້ອງຕົ້ນ ເມື່ອເອີ່ຍເຖິງ ໜີ້ ບໍ່ມີໃຜຢາກມີ ຢາກເປັນ ຫຼື ຢາກຕິດໜີ້ໃຜໆ ເພາະຄຳວ່າໜີ້ມີສະພາວະທີ່ແບກໄວ້ ເຊິ່ງພາລະບໍ່ໜັກກໍ່ເບົາຢ່າງໃດຢ່າງໜຶ່ງ ຫຼືບາງຄົນອາດຈະປະຕິເສດທັນທີເມື່ອໄດ້ຍິນຄຳວ່າ ໜີ້ ນີ້ວ່າ ຂ້ອຍບໍ່ເຄີຍມີໜີ້ ແລະບໍ່ເຄີຍຄິດຈະເປັນໜີ້ໃຜ ໂດຍຍຶດຫລັກພຸທທະສຸພາສິດທີ່ວ່າ ອິນາ ທານັງ ທຸກຂັງ ໂລເກ ແປວ່າ ການເປັນໜີ້ເປັນທຸກຂ໌ໃນໂລກ ແຕ່ກໍ່ຍັງມີຄົນອີກຈຳນວນຫຼາຍທີ່ມັກເອົາຊີວິດໄປຜູກພັນຢູ່ກັບໜີ້ ຈົນບາງຄັ້ງມີໜີ້ສິນລົ້ນພົ້ນຕົວຈົນບໍ່ສາມາດໃຊ້ໜີ້ໄດ້ ເມື່ອຖືກເຈົ້າໜີ້ທວງຫຼາຍເຂົ້າຫາທາງອອກບໍ່ເຈີຕັດສິນໃຈປິດຊີວິດຕົວເອງເພື່ອປົດໜີ້ໃຫ້ແກ່ເຈົ້າກັມນາຍເວນໄປກໍ່ມີຫລາຍໃນສັງຄົມປັດຈຸບັນ ແທ້ຈິງແລ້ວທຸກຄົນທີ່ເກີດມາໃນໂລກນີ້ລ້ວນມີໜີ້ດ້ວຍກັນທັ້ງນັ້ນ ໃຜຈະຍອມຮັບຫຼືບໍ່ກໍ່ຕາມ ໜີ້ ຄຳນີ້ ກໍ່ຍັງຕິດສ້ອຍຫ້ອຍຕາມໄປທົ່ວທຸກຫົນທຸກແຫ່ງທັງໃນໂລກນີ້ແລະໂລກໜ້າ ແມ້ແຕ່ພຣະອໍຣະຫັນສາວົກຫຼືອົງສົມເດັດພຣະຜູ້ມີພຣະພາກເຈົ້າຜູ້ຊົງເປັນບໍຣົມມະຄູຂອງໂລກກໍ່ຍັງຕ້ອງປະເຊີນກັບໜີ້ໃນຊາດປັດຈຸບັນ ແຕ່ຄຳວ່າ ໜີ້ ຈະໝົດສິ້ນໄປກໍ່ຕໍ່ເມື່ອສາມາດປະຕິບັດຈົນຈິຕເຂົ້າສູ່ສະພາວະແຫ່ງຄວາມຫລຸດພົ້ນຈາກອາສາວະກິເລສທັງຫຼາຍທັງປວງຕັດພົບຕັດຊາດບໍ່ກັບມາເກີດອີກຢ່າງເຊັ່ນພຣະຂີນາສົພທັງຫຼາຍ ຄວາມໝາຍຂອງໜີ້ ຄຳວ່າ ໜີ້ຕາມໜັງສືພົດຈະນານຸກົມລາວ ໄດ້ໃຫ້ຄວາມໝາຍໄວ້ວ່າ ໜີ້ ແມ່ນເງິນຫຼືສິ່ງຂອງທີ່ຜູ້ໜຶ່ງຍືມເອົາໄປໃຊ້ແລ້ວຍັງບໍ່ທັນເອົາມາຄືນໃຫ້, ເງິນກູ້ທີ່ຕ້ອງສົ່ງຄືນ ຫຼືບຸນຄຸນທີ່ຕ້ອງຕອບແທນ ລະຫວ່າງບຸກຄົນຕັ້ງແຕ່ 2 ຝ່າຍຂຶ້ນໄປ ເຊິ່ງຝ່າຍໜຶ່ງຮຽກວ່າ ເຈົ້າໜີ້ ມີສິດທີ່ຈະບັງຄັບບຸກຄົນອີກຝ່າຍໜຶ່ງຮຽກວ່າ ລູກໜີ້ ໃຫ້ກະທຳການຫຼືງົດເວັ້ນກະທຳການຢ່າງໃດຢ່າງໜຶ່ງ ເພາະໜີ້ດັ່ງກ່າວເກີດຂຶ້້ນຈາກຄວາມຮູ້ສຶກທີ່ຜູກພັນກັນລະຫວ່າງເຈົ້າໜີ້ (ອັນໝາຍເຖິງ ພໍ່ ແມ່ ປູ່ ຍ່າ ຕາ ຍາຍ ຕະຫຼອດເຖິງຜູ້ທີ່ມີອຸປະກາຣະຄຸນທັງຫຼາຍ) ກັບ ລູກໜີ້ (ອັນໝາຍເຖິງ ລູກຫລານ ຕະຫຼອດເຖິງຜູ້ທີ່ເຄີຍຮັບອຸປະກາຣະຄຸນຈາກຄົນອື່ນ) ເຊິ່ງເປັນໜີ້ຕ້ອງຊົດໃຊ້ທາງຈະຣິຍະທັມ ເປັນຕົ້ນ.

1. ໜີ້້ໃນພຣະໄຕຣປີດົກ ຄື ?

            ຄຳວ່າ ໜີ້ ໃນພຣະໄຕຣປີດົກນັ້ນກົງກັບຄຳວ່າ ອິນັງ ໝາຍເຖິງ ໜີ້ຫຼືຊັພທີ່ກູ້ມາຈາກຄົນທີ່ມີຖານະຫຼາຍກວ່າຕົນເອງກໍ່ຕາມ ໂດຍເມື່ອກູ້ເງິນເຂົາມາແລ້ວຄົນກູ້ຈະຕົກຢູ່ໃນຖານະຂອງການເປັນ ລູກໜີ້ສ່ວນຄົນທີ່ຈະໃຫ້ກູ້ຫຼືຍືມກໍ່ຈະມີສະຖານະພາບເປັນ ເຈົ້າໜີ້ ໄປທັນທີ

            ສຳຫຼັບສະຖານະໜີ້້ີທີ່ປາກົດໃນຄຳພີພຣະໄຕຣປີດົກນັ້ນຈະພົບວ່າ ໜີ້ ມີສະຖານະເປັນຊັພຫຼືເງິນ ກັບໜີ້ືທີ່ບໍ່ໄດ້ມີສະຖານະທີ່ເປັນຊັພຫຼືເປັນເງິນ ໂດຍສ່ວນດຽວຄື

1)   ໜີ້ທີ່ເປັນຊັພຫຼືເປັນເງິນນັ້ນ ຊັພໝາຍເຖິງ ເງິນທີ່ໃຊ້ແລກປ່ຽນກັນໃນຕະຫຼາດ ໂດຍເງິນຈະເປັນຄຳຫຼືເງິນ, ທອງ ຫຼືຊັບສິນອື່ນໆໃດທີ່ສາມາດນຳມາແລກປ່ຽນກັນໄດ້ໂດຍໜີ້ປະເພດນີ້ມີປາກົດໂດຍທົ່ວໄປການໃຊ້ໜີ້ຈະເປັນຕົວເງິນເທົ່ານັ້ນ

2)   ໜີ້ທີ່ບໍ່ເປັນຊັພ ໃນພຣະໄຕຣປີດົກໄດ້ອະທິບາຍໜີ້ປະເພດນີ້ໄວ້ອີກວ່າ ໜີ້ທີ່ບໍ່ເປັນຊັພນັ້ນໝາຍເຖິງ ໜີ້ບຸນຄຸນທີ່ຄົນໃດຄົນໜຶ່ງຊ່ວຍເຫລືອດູແລອຸປະຖາກຮັກສາໃນຍາມເດືອດຮ້ອນຫຼືອົບຮົມລ້ຽງດູມາແລ້ວ

ຜູ້ທີ່ໄດ້ຮັບການຊ່ວຍເຫລືອຫຼືລ້ຽງດູມາກໍ່ຈະຕົກເປັນລູກໜີ້ຂອງຜູ້ທີ່ໃຫ້ການຊ່ວຍເຫລືອຫຼືອຸປະກາຣະມາທັນທີ ໜີ້ປະເພດນີ້ຖືວ່າເປັນໜີ້ທີ່ບໍ່ຢູ່ໃນຮູບຂອງຕົວເງິນ ດັ່ງປາກົດໃນຄຳວ່າ ຂ້ານ້ອຍເປັນໜີ້້ບໍລິໂພກກ້ອນເຂົ້າຂອງຊາວບ້ານເຖິງ 1 ອາທິດ (ມາໃນພຣະໄຕຣປີດົກ, ສັງຍຸຕຕະນິກາຍ (ໄທຍ໌) 16/154/...)

ເຊິ່ງຄຳວ່າບໍລິໂພກໃນທີ່ນີ້ໝາຍເຖິງ ບໍລິໂພກ 4 ຢ່າງ ຄື

(1)    ເຖຍຍະປະຣິໂພກ ບໍລິໂພກຢ່າງຂະໂມຍ (ຂີ້ລັກ) ເຊັ່ນ ພິກຂຸສາມະເນນທຸສິນບໍລິໂພກ

(2)    ອິນນະບໍລິໂພກ ບໍລິໂພກຢ່າງເປັນໜີ້ ເຊັ່ນ ການບໍລິໂພກຂອງພິກຂຸສາມະເນນຜູ້ມີສິນ ແຕ່ບໍ່ພິຈາຣະນາໃນເວລາບໍລິໂພກ

(3)    ທາຍັຊຊະບໍລິໂພກ ບໍລິໂພກຢ່າງເປັນທາຍາດ ເຊັ່ນ ການບໍລິໂພກຂອງພຣະເສຂະ 7 ຈຳພວກ

(4)    ສາມີບໍລິໂພກ ການບໍລິໂພກຢ່າງເປັນເຈົ້າຂອງ ໝາຍເຖິງ ການບໍລິໂພກຂອງພຣະຂີນາສົບ

(ສັງ.ນິ.ອ.(ບາລີ) 2/254/221, ວິສຸທທິ.(ບາລີ)1/19/45-46)

ການບໍລິໂພກເຂົ້ານ້ຳໂພຊະນະອາຫານຂອງຊາວບ້ານແລ້ວບໍ່ພິຈາຣະນາຍ່ອມເຖິງອາການຂອງຄົນທີ່ເປັນໜີ້ໄດ້ ໂດຍໜີ້ໃນທີ່ນີ້ໝາຍເຖິງໜີ້ທີ່ບໍ່ໄດ້ເປັນຊັພສິນແຕ່ເປັນໜີ້້ໃນທາງຄຸນນະທັມຈະຣິຍະທັມທີ່ເກີດຂຶ້ນໃນຈິຕໃຈຂອງຄົນເຮົາ.

2. ສະພາບຂອງໜີ້ໃນພຣະໄຕຣປິດົກ : ການເປັນໜີ້ເປັນສຸຂຫຼືເປັນທຸກຂ໌ ?

            ເມື່ອພິຈາຣະນາເຖິງສະພາບຄວາມເປັນໜີ້ໃນທາງພຣະພຸທທະສາສະໜາຈະພົບວ່າ ໜີ້ ມີສະພາບດັ່ງນີ້ຄື

(1)    ໜີ້ມີສະພາບເປັນທຸກຂ໌ກົດດັນ ບີບຄັ້ນໃຫ້ຜູ້ທີ່ມີໜີ້ບໍ່ໄດ້ຮັບຄວາມສຸຂຄືກໍ່ໃຫ້ເກີດທຸກຂ໌ ດັ່ງປາກົດໃນພຣະພຸທທະພົຈວ່າ ພິກຂຸທັງຫຼາຍ ຄົນຈົນເຂັນໃຈຍາກໄຮ້ ຍ່ອມກູ້ໜີ້ ແມ້ການກູ້ໜີ້ກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ຂອງກາມໂພຄີບຸຄຄົນໃນໂລກ (ອັງ.ປັນຈະກະ.(ໄທຍ໌) 22/45/..)

ເມື່ອມີໜີ້ຍ່ອມມີແຕ່ຄວາມທຸກຂ໌ ແຕ່ທີ່ຈຳເປັນຕ້ອງກູ້ໜີ້ກໍ່ເພາະເກີດມາຈາກຄວາມຈົນທີ່ພຣະພຸທທະອົງຄ໌ຊົງຕັສວ່າ ຄວາມຈົນເປັນທຸກຂ໌ໃນໂລກວ່າ ພິກຂຸທັງຫລາຍ ຄວາມຍາກຈົນເປັນທຸກຂ໌ຂອງກາມໂພຄີບຸຄຄົນໃນໂລກ ໂດຍສະພາບຂອງຄົນທີ່ມີໜີ້ຈະຕ້ອງມີລັກສະນະ ດັ່ງນີ້ຄື

1)   ຄົນຈົນເຂັນໃຈຍາກໄຮ້ ຍ່ອມກູ້ໜີ້

2)  ເມື່ອກູ້ໜີ້ແລ້ວ ຍ່ອມໃຊ້ດອກເບັ້ຍ

3)  ເມື່ອໃຊ້ດອກເບັ້ຍແລ້ວ ໃຫ້ດອກເບັ້ຍບໍ່ຕົງເວລາ ຍ່ອມຖືກເຈົ້າໜີ້ຕາມທວງ

4)  ເມື່ອເຂົາຖືກເຈົ້າໜີ້ທວງ ແຕ່ກໍ່ຍັງບໍ່ໃຫ້ ຄືຕ້ອງຫລົບໜ້າໜີ ເມື່ອໜີຍ່ອມຖືກເຈົ້າໜີ້ຕາມ

5)  ຄາວໃດທີ່ຖືກເຈົ້າໜີ້ຕາມທັນ ແຕ່ກໍ່ຍັງບໍ່ມີເງິນຊົດໃຊ້ໃຫ້ເຈົ້າໜີ້ ຝ່າຍເຈົ້າໜີ້ກໍ່ຈະຟ້ອງສານໃຫ້ສານອອກໝາຍຈັບຕິດຄຸກທີ່ຫລົບໜີໜີ້ຫຼືໜີການຈ່າຍໜີ້ (ອັງ.ປັນຈະກະ.(ໄທຍ໌) 22/45/..)

ດັ່ງນັ້ນ ໜີ້ຈຶ່ງມີສະພາບທີ່ເປັນທຸກຂ໌ແລະຖືກບີບຄັ້ນທັ້ງທາງກາຍແລະຈິຕໃຈ ດັ່ງປາກົດໃນພຣະພຸທທະພົຈວ່າ:

ພິກຂຸທັງຫລາຍ ແມ້ຄວາມຍາກຈົນກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ຂອງ ກາມໂພຄີບຸຄຄົນໃນໂລກ ແມ້ການກູ້ໜີ້ກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ຂອງກາມໂພຄີບຸຄຄົນໃນໂລກ ແມ້ການໃຊ້ດອກເບັ້ຍກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ຂອງກາມໂພຄີບຸຄຄົນໃນໂລກ ແມ້ການຖືກທວງຖາມກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ຂອງກາມໂພຄີບຸຄຄົນໃນໂລກ ແມ້ການຖືກເຈົ້າໜີ້ຕາມທັນກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ຂອງກາມໂພຄີບຸຄຄົນໃນໂລກ ແມ້ການຖືກຈອງຈຳກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ຂອງກາມໂພຄີບຸຄຄົນໃນໂລກ ດ້ວຍປະການສະນີ້

(2)   ໜີ້ມີສະພາບເໝືອນຖືກຈອງຈຳ

ຄຳວ່າຈອງຈຳໃນທີ່ນີ້ຄື ການທີ່ຜູ້ເປັນລູກໜີ້ຈະຕ້ອງເຝົ້າຄິດຢູ່ຕະຫຼອດເວລາວ່າເຮົາເປັນໜີ້້ຄົນນັ້ນຄົນນີ້ເຮັດໃຫ້ຢູ່ບໍ່ມີຄວາມສຸຂ ການຄິດເຖິງໜີ້ນັ້ນເອງທີ່ຈັດວ່າເປັນການຖືກຈອງຈຳ ດັ່ງປາກົດໃນຄຳວ່າ ເໝືອນຄົນເປັນໜີ້ຄິດເຖິງໜີ້ (ອັງ.ເອກາທະສະກະ.(ໄທຍ໌) 24/9/..) ເວລາທີ່ຄຽດຍ່ອມຄິດເຖິງໜີ້ຫຼືຄຽດເພາະການມີໜີ້້ ດັ່ງນັ້ນ ການມີໜີ້ຈຶ່ງມີສະພາບເໝືອນຖືກຈອງຈຳ ຕາບໃດທີ່ຍັງບໍ່ໃຊ້ໜີ້.

(3)    ມີໜີ້ຈະຕ້ອງຂະຫຍັນຫາເງິນມາໃຊ້ໜີ້

-      ເມື່ອຄົນເຮົາເກີດມີຄວາມຈຳເປັນຈະຕ້ອງກູ້ໜີ້ເຂົາມາຈະຕ້ອງປະເມີນຄົວເອງວ່າສາມາດໃຊ້ໜີ້ໄດ້ ແລະເມື່ອມີເງິນແລ້ວກໍ່ຈະຕ້ອງຮູ້ຈັກການເກັບເງິນແລ້ວແບ່ງເງິນນັ້ນໄປເພື່ອໃຊ້ໜີ້ຫຼືຊົດໃຊ້ໜີ້ທີ່ມີຢູ່ນັ້ນເສຍໂດຍບໍ່ຄິດທີ່ຈະໜີ ດັ່ງປາກົດໃນພາສິດນີ້ວ່າ ຄົນເຮົາຝັງຂຸມຊັພໄວ້ໃນໂລກ ກໍ່ເພື່ອຈຸດປະສົງນີ້ ຄື ເພື່ອເກັບໄວ້ໃຊ້ໜີ້ກໍ່ມີ.. (ຂຸ.ອິຕິ. (ໄທຍ) 25/9/17)

-      ສະພາບຂອງໜີ້ໃນຂໍ້ນີ້ກໍ່ຄືເຮັດໃຫ້ຜູ້ເປັນລູກໜີ້ຈະຕ້ອງຂະຫຍັນຫາ ຮັກສາໃຫ້ດີ ມີກັນລະຍານະມິຕ ແລະໃຊ້ຊີວິດໃຫ້ພໍ  ເໝາະພໍສົມ ເພື່ອຫາເງິນມາໃຊ້ໜີ້ນັ້ນໃຫ້ໄດ້.

(4)    ໜີ້ມີສະພາບທີ່ເປັນຂໍ້ຜູກພັນລະຫວ່າງ ເຈົ້າໜີ້ກັບລູກໜີ້ບໍ່ໂດຍກົງກໍ່ໂດຍອ້ອມ

ເມື່ອຝ່າຍໃດຝ່າຍໜຶ່ງກູ້ແລະໃຫ້ກູ້ແລ້ວຍ່ອມຖືວ່າທັ້ງສອງຝ່າຍມີຄວາມຜູກພັນຫຼືກ່ຽວຂ້ອງກັນໂດຍອັດຕະໂນມັດ ເພາະມີເງິນຫຼືຊັພທີ່ໃຫ້ຢືມກັນນັ້ນເປັນເຫດ ຄົນເຮົາໄມ່ຮູ້ຈັກກັນ ແຕ່ເມື່ອໃດກໍ່ຕາມທີ່ເປັນໜີ້້ກັນຈະຮູ້ຈັກກັນຂຶ້ນມາທັນທີ.

3. ການໜີໜີ້ໃນພຣະໄຕຣປິດົກ ?

            ຄຳຖາມວ່າໃນພຣະໄຕຣປິດົກ ມີການໂກງໜີ້ບໍ່? ຄຳຕອບກໍ່ຄື ມີ ໂດຍການໂກງໜີ້ຫຼືບ້ຽວໜີ້ຫົວເສຍໄດ້ເໝືອນກັນ ຄື ບໍ່ມີໃຫ້ ບໍ່ຈ່າຍຄືນໃຫ້ ແລະບໍ່ໜີໄປໃສ ມີເມື່ອໃດຈະຊົດໃຊ້ໃຫ້.

            ໂດຍການໂກງໜີ້ຫຼືບ້ຽວໜີ້ໃນພຣະໄຕຣປິດົກກໍ່ມີປາກົດໃນຂໍ້ຄວາມວ່າຄັ້ງນັ້ນ ບຸຣຸສຖືກເຈົ້າໜີ້ບຽດບຽນຈຶ່ງໂດດລົງໃນແມ່ນ້ຳ ໃນກະແສນ້ຳຂ້າງເໜືອດ້ວຍຄິດວ່າ ເຮົາຈະເປັນຫຼືຕາຍກໍ່ຕາມແຕ່ເຂົາຖືກກະແສນ້ຳພັດໄປໃນແມ່ນ້ຳໃຫຍ່ຕະຫຼອດຄືນຕະຫຼອດວັນ ຮ້ອງໄຫ້ລຳພັນຢ່າງນ່າເວດທະນາລອຍໄປທ່າມກາງແມ່ນ້ຳຄົງຄາ ເມື່ອມີຄົນມາເຈີກໍ່ຮ້ອງບອກວ່າຢ່າບອກໃຜວ່າຕົນເອງຢູ່ທີ່ນີ້ (ຂຸ.ອະປາທານະ.(ໄທຍ໌) 33/50-56/725).

            ສະແດງໃຫ້ເຫັນວ່າເລື່ອງຂອງການເປັນລູກໜີ້ນີ້ຖືວ່າເປັນເລື່ອງທີ່ອັນຕະລາຍແລະລູກໜີ້ກໍ່ຢ້ານເຈົ້າໜີ້ຫຼາຍຂະໜາດວ່າຈະຕ້ອງໜີໄປໃຫ້ໄກເນື່ອງຈາກຖືກເຈົ້າໜີ້ຕາມທວງໜີ້ຢ່າງໜັກ ແລະໃຜກໍ່ຕາມທີ່ໜີໜີ້ກໍ່ຈະຖືກເຈົ້າໜ້າທີ່ຈັບໄປສົ່ງພຣະຣາຊາແລະຖືກຈອງຈຳເພາະການກະທຳຜິດເງື່ອນໄຂຂອງທຸລະກຳທີ່ວ່າດ້ວຍເລື່ອງຂອງການເງິນການທອງ.

(1)    ໜີ້ກັບພຣະພຸດທະສາສະໜາ ?

-          ເລື່ອງການມີໜີ້ຫຼືມີສະຖານະຂອງລູກໜີ້ນັ້ນມີຄວາມກ່ຽວເນື່ອງກັບພຣະພຸທທະສາສະໜາຢູ່ຫລາຍປະການ ເຊັ່ນ ໃນພຣະວິນັຍມີກໍລະນີທີ່ລູກໜີ້ໜີໄປບວດ ເມື່ອບວດໄປແລ້ວເຈົ້າໜີ້ໄປພົບເຂົ້າຈຶ່ງທຳການໂພນທະນາຫຼືຕຳໜິພຣະສົງວ່າເຫດໃດຈຶ່ງໃຫ້ຄົນມີໜີ້ມາບວດ ທີ່ສຸດພຣະພຸທທະອົງຄ໌ກໍ່ຊົງກຳໜົດຫ້າມບໍ່ໃຫ້ຄົນທີ່ເປັນລູກໜີ້ບວດ (ວິ.ມ.(ໄທຍ໌) 4/96/150.)

-     ໂດຍສະຖານະຄວາມເປັນລູກໜີ້ນັ້ນຈະມີກໍລະນີໜີ້ທີ່ບຸຄຄົນນັ້ນໆ ຢືມມາເອງ ແລະໜີ້ທີ່ບິດາແລະປູ່ຂອງບຸຄຄົນນັ້ນຢືມໄວ້ກ່ອນແລ້ວ ຈະໃຫ້ບຸຄຄົນຜູ້ມີໜີ້ເຊັ່ນນີ້ບັນພະຊາບໍ່ຄວນ ແຕ່ຖ້າມີຍາດພີ່ນ້ອງແລະຄົນມີສາຍສຳພັນຮັບພາລະໜີ້ແທນ ຈະໃຫ້ບວດກໍ່ໄດ້ (ວິ.ອ.(ບາລີ) 3/96/61)

-    ສ່ວນໃນພຣະສູຕຣນັ້ນພຣະພຸທທະອົງຄ໌ຊົງສອນວ່າຄົນເຮົາເກີດມາບໍ່ຄວນເປັນຜູ້ມີໜີ້ ແຕ່ຖ້າມີໜີ້ແລ້ວຈະຕ້ອງຊົດໃຊ້ ດັ່ງປາກົດໃນຄຳວ່າ ຄົນກູ້ໜີ້ມາລົງທຶນຈົນປະສົບຜົນສຳເລັດ ໃຊ້ໜີ້ເກົ່າທີ່ເປັນຕົ້ນທຶນຈົນໝົ ເກັບກຳໄລທີ່ເຫລືອໄວ້ເປັນຄ່າລ້ຽງດູບຸຕພັນລະຍາເພາະຄວາມບໍ່ມີໜີ້ສິນເປັນເຫດ ເຂົາຈຶ່ງໄດ້ຮັບຄວາມເບິກບານໃຈແລະຄວາມສຸຂໃຈ (ທີ.ສີ.(ໄທຍ໌) 9/128/74)

-    ຈະພົບວ່າການບໍ່ມີໜີ້ຖືວ່າເປັນສິ່ງທີ່ກໍ່ໃຫ້ເກີດຄວາມສຸຂແລະເມື່ອມີໜີ້ກໍ່ຕ້ອງຊົດໃຊ້ຕາມວາຣະ ເຊິ່ງໃນພຣະສູຕຣນີ້ພຣະພຸທທະສາສະໜາກ່າວເຖິງຄວາມເປັນຜູ້ປອດໜີ້ທັ້ງທີ່ເປັນເງິນແລະບຸນຄຸນຫຼືຊາດພົບທີ່ຍັງເປັນກັມຫລົງເຫລືອຢູ່.

(2)   ໜີ້ກັບຄວາມທຸກຂ໌ ?

ຈາກການລວບລວມເລື່ອງລາວໃນພຣະໄຕຣປິດົກມາຈະພົບວ່າ ການຕິດໜີ້ເປັນຄວາມທຸກຂ໌ຫຼາຍກວ່າຄວາມສຸຂຫຼືຫາກປົດໜີ້ໄດ້ຈຶ່ງຈະຖືວ່າໄດ້ຮັບຄວາມສຸຂ ແຕ່ເມື່ອໃດກໍ່ຕາມທີ່ຍັງບໍ່ປົດໜີ້ລົງໄດ້ກໍ່ຈະຍັງມີແຕ່ຄວາມທຸກຂ໌ເລື້ອຍໄປ.

ໃນຖານະລູກໜີ້ຈຶ່ງມີຄວາມປາຖະໜາຢູ່ພຽງຢ່າງດຽວວ່າເມື່ອໃດຈະປົດໜີ້້ໄດ້ ດັ່ງພຣະພຸທທະພົຈວ່າ ພວກລູກໜີ້ ຍ່ອມປາຖະໜາ ຍິນດີ ຄາມເປັນຜູ້ໝົດໜີ້ (ຂຸ.ມະຫາ.(ໄທຍ໌) 29/194)

4. ທຸກຂະລາພະການເປັນໜີ້: ທຸກຂ໌ທີ່ຫຼີກລ່ຽງໄດ້ ?

    ພຣະຜູ້ມີພຣະພາກເຈົ້າຕັສວ່າ ດູກ່ອນພິກຂຸທັງຫຼາຍ! ຄວາມຈົນເປັນທຸກຂ໌ໃນໂລກຂອງຜູ້ບໍລິໂພກກາມ

   ພິກຂຸທັງຫຼາຍ ຂາບທູນວ່າ ເປັນຢ່າງນັ້ນພຣະອົງຂ້ານ້ອຍ ຈຶ່ງຕັສຕໍ່ໄປວ່າ ດູກ່ອນພິກຂຸທັງຫຼາຍ ຄົນຈົນບໍ່ມີຊັພຂອງຄົນເອງ ບໍ່ມັ່ງຄັ່ງຍອມກູ້ໜີ້້ ແມ້ການກູ້ໜີ້ກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ໃນໂລກຂອງຜູ້ບໍລິໂພກກາມ

            ຄົນຈົນກູ້ໜີ້ແລ້ວ ກໍ່ຈະຕ້ອງເສຍດອກເບັ້ຍ ແມ້ການເສຍດອກເບັ້ຍກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ໃນໂລກຂອງຜູ້ບໍລິໂພກກາມ

            ຄົນຈົນທີ່ຈະຕ້ອງເສຍດອກເບັ້ຍ ບໍ່ໄດ້ດອກເບັ້ຍຕາມກຳໜົດ ກໍ່ຕ້ອງຖືກເຂົາທວງ ແມ້ການຖືກເຂົາທວງກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ໃນໂລກຂອງຜູ້ບໍລິໂພກກາມ

            ຄົນຈົນຖືກຕາມຕົວບໍ່ໃຫ້ເຂົາ ຍ່ອມຖືກຈອງຈຳ ແມ້ການຖືກຈອງຈຳກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ໃນໂລກຂອງຜູ້ບໍລິໂພກກາມ

            ດູກ່ອນພິກຂຸທັງຫຼາຍ ຄວາມຈົນກໍ່ດີ ການກູ້ໜີ້ກໍ່ດີ ການເສຍດອກເບັ້ຍກໍ່ດີ ການຖືກຈອງຈຳກໍ່ດີ ເປັນທຸກຂ໌ໃນໂລກຂອງຜູ້ບໍລິໂພກກາມນີ້ຄືຄຳສອນຂອງພຣະພຸທທະອົງຄ໌. (ໃນພຣະໄຕຣປິດົກເຫຼັ້ມທີ່ 22 ສັກກະນິບາຕ ອັງຄຸຕຕະຣະນິກາຍ)

            ໂດຍໄນຍະແຫ່ງພຸທທະພົຈນ໌ດັ່ງກ່າວຂ້າງຕົ້ນ ໄດ້ລະບຸຢ່າງຊັດເຈນວ່າ ຄວາມຈົນເປັນທຸກຂ໌ ແລະການກໍ່ໜີ້ອັນເປັນສືບເນື່ອງມາຈາກຄວາມຈົນກໍ່ເປັນທຸກຂ໌ ອັນເນື່ອງມາຈາກການເປັນໜີ້ແລ້ວຕ້ອງເສຍດອກເບັ້ຍຕາມກຳໜົດທີ່ຈະຖືກເຈົ້າໜີ້ທວງ ທວງແລ້ວຍັງບໍ່ໃຫ້ກໍ່ຈະຖືກຕາມຈັບຕົວແລະຖືກຈອງຈຳ ທັງໝົດນີ້ຄື ທຸກຂ໌ອັນເກີດຈາກຄວາມຍາກຈົນແລະການກູ້ໜີ້.

            ຈາກສັຈທັມທີ່ວ່າ ການກູ້ໜີ້້ເປັນທຸກຂ໌ ຄົນລາວໃນປັດຈຸບັນເປັນທຸກຂ໌ຈຳນວນບໍ່ນ້ອຍ ໂດຍສະເພາະຢ່າງຍິ່ງຜູ້ທີ່ເປັນໜີ້ເນື່ອງມາຈາກຄວາມຍາກຈົນ ເຊີ່ງສ່ວນໃຫຍ່ຈະເປັນຊາວກະສິກອນບໍ່ມີທີ່ທຳກິນເປັນຂອງຕົນເອງ ຕ້ອງເຊົ່າທີ່ດິນເຮັດການຜະລິດມາກໍ່ບໍ່ພໍທີ່ຈະຂາຍເພື່ອນຳລາຍໄດ້ມາລ້ຽງຄອບຄົວ ແລະຄ່າໃຊ້ຈ່າຍອື່ນໆໃນຄົວເຮືອນ ຈຶ່ງຕ້ອງກູໜີ້ ແລະສ່ວນໃຫຍ່ຈະເປັນການກູ້ຍືມທັງໃນລະບົບແລະນອກລະບົບ ເປັນຕົ້ນ.

           

ສົມສັກ ສະມະຈິຕໂຕ ພິກຂຸ

23-Dec-21